คำศัพท์ไวน์ที่มือใหม่ควรรู้ก่อนซื้อไวน์ อ่านฉลากเป็น เลือกไวน์ง่าย และสั่งได้อย่างมั่นใจ
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
คำศัพท์ไวน์ที่มือใหม่ควรรู้ก่อนซื้อไวน์ อ่านฉลากเป็น เลือกไวน์ง่าย และสั่งได้อย่างมั่นใจ

การเดินเข้าไปในร้านเพื่อซื้อไวน์ครั้งแรกอาจทำให้หลายคนรู้สึกสับสน เพราะบนฉลากและในรายละเอียดสินค้ามักมีคำศัพท์ไวน์จำนวนมาก ตั้งแต่ชื่อองุ่น แหล่งผลิต ปีวินเทจ ระดับความหวาน ไปจนถึงคำอธิบายอย่าง Full Body, Tannin, Oak, Finish หรือ Appellation เมื่อไม่เข้าใจคำเหล่านี้ การเลือกไวน์จึงกลายเป็นการเดาจากราคา รูปฉลาก หรือคำแนะนำของคนอื่นเพียงอย่างเดียว
ความจริงแล้ว มือใหม่ไม่จำเป็นต้องจดจำศัพท์ทุกคำในวงการไวน์ เพียงเข้าใจคำศัพท์สำคัญที่ใช้บ่อย ก็สามารถอ่านฉลาก เปรียบเทียบสินค้า อธิบายรสชาติที่ชอบ และสื่อสารกับพนักงานขายได้ชัดเจนขึ้น เช่น ต้องการไวน์แดงแบบ Dry ที่มี Body ระดับ Medium แทนนินไม่สูงมาก และมีกลิ่นผลไม้เด่น ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็ช่วยจำกัดตัวเลือกและเพิ่มโอกาสที่จะได้ไวน์ตรงกับความต้องการมากขึ้น
บทความนี้รวบรวมคำศัพท์ไวน์ที่มือใหม่ควรรู้ก่อนซื้อไวน์ โดยแบ่งออกเป็นหมวดที่นำไปใช้งานได้จริง ได้แก่ คำศัพท์บนฉลาก ประเภทของไวน์ ระดับความหวาน โครงสร้างและรสสัมผัส กลิ่นและการบ่ม แหล่งผลิต ตลอดจนคำศัพท์เกี่ยวกับการเปิด เสิร์ฟ และเก็บรักษาไวน์
1. คำศัพท์ไวน์บนฉลากที่ต้องอ่านก่อนซื้อไวน์

ฉลากไวน์เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวของไวน์หนึ่งขวด เพราะช่วยบอกทั้งผู้ผลิต แหล่งผลิต ปีที่เก็บเกี่ยวองุ่น ปริมาณแอลกอฮอล์ ประเภทของไวน์ และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง การอ่านฉลากเป็นจึงช่วยให้มือใหม่ประเมินสไตล์ของไวน์ได้ก่อนเปิดขวด
ข้อมูลบนฉลากอาจจัดวางแตกต่างกันตามประเทศ ผู้ผลิต และกฎหมายของแต่ละพื้นที่ ไวน์จากประเทศอย่างฝรั่งเศส อิตาลี หรือสเปนมักเน้นชื่อแหล่งผลิต ขณะที่ไวน์จากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ชิลี หรือนิวซีแลนด์มักแสดงชื่อสายพันธุ์องุ่นให้เห็นเด่นชัดกว่า องค์การไวน์และเถาองุ่นระหว่างประเทศหรือ OIV มีมาตรฐานเกี่ยวกับข้อมูลบนฉลากไวน์ รวมถึงประเภทสินค้า ประเทศต้นกำเนิด แหล่งผลิต และข้อกำหนดเรื่องชื่อทางภูมิศาสตร์ เพื่อช่วยลดความสับสนของผู้บริโภคในตลาดระหว่างประเทศ
1.1 Vintage หมายถึงอะไร
Vintage หมายถึงปีที่เก็บเกี่ยวองุ่นซึ่งนำมาใช้ผลิตไวน์ ไม่ได้หมายถึงปีที่นำไวน์ออกวางจำหน่าย ตัวอย่างเช่น ไวน์ Vintage 2020 หมายความว่าองุ่นหลักที่ใช้ผลิตไวน์ถูกเก็บเกี่ยวในปี 2020 แม้ไวน์อาจผ่านการหมัก บ่ม และออกจำหน่ายในอีกหลายปีต่อมาก็ตาม
ปีวินเทจมีความสำคัญเพราะสภาพอากาศในแต่ละปีส่งผลต่อความสุก ความเป็นกรด ความเข้มข้น และคุณภาพขององุ่น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินว่าไวน์ปีหนึ่งดีกว่าอีกปีหนึ่งจากคะแนนวินเทจเพียงอย่างเดียว เพราะคุณภาพยังขึ้นอยู่กับฝีมือผู้ผลิต ตำแหน่งไร่องุ่น การคัดเลือกผลผลิต และสไตล์ของไวน์ด้วย
1.2 Non-Vintage หรือ NV คืออะไร
Non-Vintage มักย่อว่า NV หมายถึงไวน์ที่ไม่ได้ระบุปีเก็บเกี่ยวเพียงปีเดียว และอาจเกิดจากการผสมไวน์จากหลายปีเข้าด้วยกัน คำนี้พบได้บ่อยในสปาร์กลิงไวน์และแชมเปญ
การผสมหลายวินเทจช่วยให้ผู้ผลิตรักษาสไตล์ของแบรนด์ให้มีความสม่ำเสมอ ผู้บริโภคจึงสามารถคาดหวังบุคลิกใกล้เคียงกันได้ในแต่ละล็อต Non-Vintage ไม่ได้แปลว่าเป็นไวน์คุณภาพต่ำ แต่เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของสไตล์มากกว่าการสะท้อนลักษณะของปีใดปีหนึ่ง
1.3 Old World และ New World
Old World เป็นคำเรียกกลุ่มประเทศผู้ผลิตไวน์ดั้งเดิมในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เยอรมนี และโปรตุเกส ส่วน New World ใช้เรียกประเทศผู้ผลิตนอกยุโรป เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี อาร์เจนตินา และแอฟริกาใต้
ไวน์ Old World มักสื่อสารผ่านชื่อพื้นที่และกฎของแหล่งผลิต ขณะที่ไวน์ New World มักระบุชื่อองุ่นชัดเจนกว่า ในเชิงรสชาติ ผู้คนมักอธิบายว่า Old World มีความสด แร่ธาตุ สมุนไพร หรือกลิ่นดินมากกว่า ส่วน New World มักมีผลไม้สุกและรสชาติเข้มข้นกว่า แต่คำอธิบายนี้เป็นเพียงแนวโน้มกว้างๆ เพราะผู้ผลิตยุคใหม่สามารถสร้างไวน์ได้หลายสไตล์ในทุกประเทศ
2. คำศัพท์ประเภทไวน์และระดับความหวาน

ก่อนซื้อไวน์ มือใหม่ควรแยกให้ออกระหว่างประเภทของไวน์กับระดับความหวาน เพราะไวน์แดงไม่ได้แปลว่าจะต้อง Dry เสมอไป และไวน์ขาวก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องหวานเสมอไป สีของไวน์ วิธีผลิต ปริมาณฟอง แอลกอฮอล์ และน้ำตาลคงเหลือเป็นคนละองค์ประกอบกัน
2.1 Red Wine หรือไวน์แดง
Red Wine คือไวน์ที่โดยทั่วไปหมักน้ำองุ่นร่วมกับเปลือกองุ่นสีเข้ม เปลือกองุ่นมีบทบาทสำคัญต่อสี แทนนิน และสารประกอบด้านกลิ่นของไวน์แดง จึงทำให้ไวน์แดงมักมีโครงสร้างและรสฝาดมากกว่าไวน์ขาว
องุ่นไวน์แดงที่มือใหม่พบได้บ่อย ได้แก่ Cabernet Sauvignon, Merlot, Pinot Noir, Syrah หรือ Shiraz, Malbec, Sangiovese, Tempranillo และ Nebbiolo แต่ละสายพันธุ์ให้ระดับแทนนิน ความเป็นกรด และกลิ่นผลไม้แตกต่างกัน
ผู้ที่เพิ่งเริ่มซื้อไวน์แดงและไม่ชอบรสฝาดมาก อาจเริ่มจาก Merlot, Pinot Noir หรือไวน์แดง Blend ที่ระบุว่า Smooth, Soft หรือ Medium-Bodied ก่อนขยับไปลอง Cabernet Sauvignon, Nebbiolo หรือไวน์ที่มีโครงสร้างเข้มขึ้น
ดูรายละเอียดและเลือกซื้อ Red Wine หรือไวน์แดง เพิ่มเติมได้ที่นี่
2.2 White Wine หรือไวน์ขาว
White Wine คือไวน์ที่ส่วนใหญ่หมักจากน้ำองุ่นโดยไม่แช่เปลือกเป็นเวลานาน จึงมีสีตั้งแต่เกือบใส เหลืองอ่อน เหลืองทอง ไปจนถึงสีอำพันตามสายพันธุ์ อายุ และวิธีผลิต
องุ่นไวน์ขาวที่พบได้บ่อย ได้แก่ Chardonnay, Sauvignon Blanc, Riesling, Pinot Grigio, Chenin Blanc, Gewürztraminer และ Moscato
ก่อนซื้อไวน์ขาว ควรพิจารณาระดับความหวาน ความเป็นกรด และการบ่มไม้โอ๊ก ผู้ที่ชอบไวน์สดชื่นอาจเลือก Sauvignon Blanc หรือ Pinot Grigio ส่วนผู้ที่ชอบเนื้อสัมผัสเต็ม กลิ่นวานิลลา หรือกลิ่นเนย อาจเหมาะกับ Chardonnay ที่ผ่านการบ่มในถังไม้โอ๊ก
ดูรายละเอียดและเลือกซื้อ White Wine หรือไวน์ขาว เพิ่มเติมได้ที่นี่
2.3 Sparkling Wine
Sparkling Wine คือไวน์ที่มีฟองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งอาจเกิดจากการหมักครั้งที่สองในขวด การหมักในถังแรงดัน หรือกระบวนการผลิตรูปแบบอื่น
คำว่า Sparkling Wine เป็นชื่อประเภทโดยรวม ส่วน Champagne เป็นชื่อที่ใช้กับไวน์ซึ่งมาจากแคว้น Champagne ประเทศฝรั่งเศสและผลิตตามข้อกำหนดของพื้นที่ ดังนั้น สปาร์กลิงไวน์ทุกขวดไม่ใช่ Champagne
ตัวอย่างสปาร์กลิงไวน์ที่พบได้บ่อย ได้แก่ Champagne, Prosecco, Cava, Crémant และ Franciacorta แต่ละชนิดมีองุ่น วิธีผลิต กลิ่น และเนื้อสัมผัสของฟองต่างกัน
ดูรายละเอียดและเลือกซื้อ Sparkling Wine เพิ่มเติมได้ที่นี่
2.4 Champagne
Champagne คือสปาร์กลิงไวน์จากพื้นที่ Champagne ของฝรั่งเศส โดยทั่วไปผลิตด้วยกระบวนการที่มีการหมักครั้งที่สองในขวด ช่วยสร้างฟองและกลิ่นที่ซับซ้อน เช่น ขนมปังปิ้ง บริยอช ถั่ว หรือยีสต์ เมื่อผ่านการบ่มบนตะกอนยีสต์เป็นระยะเวลาหนึ่ง
มือใหม่ที่ต้องการซื้อไวน์สำหรับการเฉลิมฉลองควรดูทั้งชื่อผู้ผลิต ระดับความหวาน และประเภทของ Champagne เช่น Non-Vintage, Vintage, Blanc de Blancs หรือ Rosé Champagne
ดูรายละเอียดและเลือกซื้อ Champagne เพิ่มเติมได้ที่นี่
3. คำศัพท์รสชาติและโครงสร้างที่ช่วยให้ซื้อไวน์ตรงใจ

คำว่า “อร่อย” เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่คำศัพท์เกี่ยวกับโครงสร้างช่วยให้ผู้ซื้ออธิบายได้ว่าเหตุใดจึงชอบหรือไม่ชอบไวน์ขวดหนึ่ง โครงสร้างของไวน์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ เช่น ความหวาน ความเป็นกรด แทนนิน แอลกอฮอล์ และ Body โดยไวน์แดงมักพิจารณาทั้งกรดและแทนนิน ส่วนไวน์ขาวจะเน้นความเป็นกรดเป็นสำคัญ
3.1 Acidity หรือความเป็นกรด
Acidity คือความสด ความเปรี้ยว และความรู้สึกน้ำลายสอหลังจิบไวน์ ไวน์ที่มีกรดสูงมักให้ความรู้สึกสดชื่น คม และทำให้อยากดื่มคำต่อไป
ความเป็นกรดไม่ได้เท่ากับไวน์เสีย กลิ่นเปรี้ยวผิดปกติหรือรสคล้ายน้ำส้มสายชูอาจเป็นข้อบกพร่อง แต่ความเปรี้ยวสดแบบมะนาว แอปเปิล หรือผลไม้คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่สำคัญ
กรดยังช่วยสร้างสมดุลกับน้ำตาลและความเข้มข้นของผลไม้ ไวน์หวานที่มีกรดเพียงพอจะไม่รู้สึกเลี่ยน ขณะที่ไวน์ที่ขาดกรดอาจให้ความรู้สึกแบน หนัก หรือไม่สดชื่น ความเป็นกรดยังมีบทบาทต่อความสดและพัฒนาการของไวน์เมื่อเก็บรักษา คำที่ใกล้เคียงกับไวน์กรดสูง ได้แก่ Fresh, Crisp, Zesty, Bright และ Mouth-Watering
3.2 Tannin หรือแทนนิน
Tannin คือสารประกอบที่สร้างความฝาดและความแห้งบริเวณเหงือก ลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม พบได้ในเปลือก เมล็ด และก้านองุ่น รวมถึงอาจได้รับอิทธิพลจากถังไม้ที่ใช้บ่ม วิธีทำความเข้าใจแทนนินแบบง่ายคือเปรียบเทียบกับความฝาดของชาดำเข้มที่ชงทิ้งไว้นาน ความรู้สึกฝาดนั้นคล้ายกับสิ่งที่พบในไวน์แดงแทนนินสูง
แทนนินไม่ใช่สิ่งไม่ดี เพราะช่วยสร้างโครงสร้างและมีส่วนต่อศักยภาพในการเก็บไวน์ แต่ผู้เริ่มต้นอาจรู้สึกว่าไวน์แทนนินสูงดื่มยาก หากไม่ชอบความฝาด ควรเลือกไวน์ที่ระบุว่า Soft Tannin, Silky Tannin, Smooth หรือ Low Tannin
ไวน์แทนนินสูงมักเข้ากับเนื้อสัตว์ที่มีไขมันและโปรตีน เช่น สเต็กหรือเนื้อแกะ เพราะอาหารช่วยลดความรู้สึกฝาดและทำให้ผลไม้ในไวน์เด่นขึ้น
3.3 Body
Body หมายถึงน้ำหนักหรือความเต็มของไวน์ภายในปาก คล้ายกับการเปรียบเทียบนมไขมันต่ำ นมธรรมดา และครีม
-
Light-Bodied ให้ความรู้สึกเบา สด และดื่มง่าย
-
Medium-Bodied มีน้ำหนักปานกลาง เหมาะกับอาหารหลายประเภท
-
Full-Bodied ให้ความรู้สึกเข้มข้น เต็ม และหนักแน่น
Body ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่ได้รับอิทธิพลจากแอลกอฮอล์ แทนนิน ความเข้มของรสชาติ น้ำตาล และความเป็นกรด ไวน์ที่มีกรดสูงอาจให้ความรู้สึกเบาลง ส่วนไวน์ที่มีแอลกอฮอล์และความเข้มข้นสูงมักรู้สึกเต็มขึ้น ก่อนซื้อไวน์ คำถามว่า “ชอบไวน์เบาหรือเข้ม” เป็นคำถามที่มีประโยชน์มาก ผู้ชอบไวน์เบาอาจมองหา Pinot Noir หรือไวน์ขาวที่สดชื่น ส่วนผู้ชอบไวน์เข้มอาจสนใจ Cabernet Sauvignon, Shiraz, Malbec หรือ Chardonnay ที่บ่มไม้โอ๊ก
4. คำศัพท์กลิ่นไวน์ การหมัก และการบ่ม

กลิ่นเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ดื่มไวน์ เพราะสิ่งที่ผู้ดื่มรับรู้ว่าเป็นรสชาติส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกลิ่นด้วย การเข้าใจคำศัพท์กลิ่นช่วยให้มือใหม่เลือกไวน์จากคำอธิบายสินค้าได้ง่ายขึ้น และสามารถบอกได้ว่าชอบไวน์แบบผลไม้สด ดอกไม้ สมุนไพร เครื่องเทศ หรือไม้โอ๊ก
4.1 Aroma และ Bouquet
Aroma มักใช้เรียกกลิ่นของไวน์ โดยเฉพาะกลิ่นที่เกี่ยวข้องกับองุ่นและกระบวนการหมัก เช่น ผลไม้ ดอกไม้ หรือสมุนไพร ส่วน Bouquet เป็นคำที่บางครั้งใช้กับกลิ่นซับซ้อนซึ่งพัฒนาจากการบ่มและอายุของไวน์ เช่น หนัง ยาสูบ เห็ด ถั่ว หรือผลไม้แห้ง
ในปัจจุบัน ผู้ดื่มจำนวนมากใช้คำว่า Aroma ครอบคลุมกลิ่นทั้งหมดเพื่อความเข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องกังวลหากใช้สองคำนี้สลับกันในการสนทนาทั่วไป
4.2 Oak และ Oaked
Oak หมายถึงไม้โอ๊ก ส่วน Oaked หมายถึงไวน์ที่หมักหรือบ่มโดยสัมผัสไม้โอ๊กในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไม้โอ๊กอาจเพิ่มกลิ่นวานิลลา ควัน กานพลู อบเชย มะพร้าว กาแฟ ช็อกโกแลต หรือขนมปังปิ้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ ระดับการเผาถัง อายุของถัง และระยะเวลาที่ไวน์สัมผัสไม้
ไวน์ Oaked ไม่จำเป็นต้องมีรสไม้แรงเสมอไป ผู้ผลิตบางรายใช้ถังเก่าเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสโดยไม่เพิ่มกลิ่นไม้มาก ส่วนไวน์ Unoaked มักเน้นผลไม้ ความสด และบุคลิกขององุ่นชัดกว่า
4.3 French Oak และ American Oak
French Oak มักเชื่อมโยงกับกลิ่นเครื่องเทศ ซีดาร์ และเนื้อสัมผัสที่ละเอียด ส่วน American Oak มักให้กลิ่นวานิลลา มะพร้าว และความหวานของเครื่องเทศชัดกว่า
ความแตกต่างจริงขึ้นอยู่กับผู้ผลิต อายุถัง และระดับการเผาด้วย จึงไม่ควรตัดสินรสชาติจากคำว่า French Oak หรือ American Oak เพียงอย่างเดียว
4.4 Lees และ Lees Ageing
Lees คือตะกอนยีสต์และอนุภาคที่เหลือหลังการหมัก การบ่มไวน์บนตะกอนยีสต์เรียกว่า Lees Ageing หรือ Sur Lie กระบวนการนี้สามารถเพิ่มเนื้อสัมผัส ความครีมมี่ และกลิ่นคล้ายขนมปัง ยีสต์ หรือถั่วได้ พบได้ทั้งในไวน์ขาวและสปาร์กลิงไวน์
4.5 Autolysis
Autolysis คือกระบวนการที่เซลล์ยีสต์แตกตัวระหว่างการบ่มบนตะกอนยีสต์ ช่วยสร้างกลิ่นอย่างขนมปัง บริยอช บิสกิต และถั่ว โดยเฉพาะในสปาร์กลิงไวน์ที่ผ่านการบ่มเป็นเวลานาน เมื่อรายละเอียดสินค้าเขียนว่าไวน์มี Autolytic Character จึงมักหมายถึงบุคลิกด้านขนมปัง ยีสต์ หรือบริยอช มากกว่ากลิ่นผลไม้สดเพียงอย่างเดียว
5. คำศัพท์แหล่งผลิตและมาตรฐานไวน์จากประเทศต่างๆ

ชื่อแหล่งผลิตเป็นหนึ่งในข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อราคาและสไตล์ของไวน์ เพราะพื้นที่ปลูกเกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ ดิน พันธุ์องุ่น และกฎการผลิต ไวน์จากยุโรปหลายขวดจึงเน้นชื่อพื้นที่มากกว่าชื่อองุ่น
OIV อธิบาย Appellation of Origin ว่าเป็นชื่อที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยหน่วยงานของประเทศต้นกำเนิด ใช้กับไวน์หรือสุราที่มีคุณภาพ ลักษณะ หรือชื่อเสียงเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ รวมถึงปัจจัยทางธรรมชาติและมนุษย์
5.1 AOC และ AOP ของฝรั่งเศส
AOC ย่อมาจาก Appellation d’Origine Contrôlée ส่วน AOP ย่อมาจาก Appellation d’Origine Protégée เป็นระบบชื่อแหล่งผลิตที่ได้รับการคุ้มครอง บนฉลากไวน์ฝรั่งเศสอาจพบชื่อพื้นที่ เช่น Bordeaux, Pauillac, Margaux, Saint-Émilion, Chablis, Sancerre หรือ Châteauneuf-du-Pape โดยชื่อพื้นที่เหล่านี้ช่วยบอกแนวทางขององุ่นและสไตล์ แม้ฉลากจะไม่ได้เขียนชื่อองุ่นไว้ด้านหน้า
ตัวอย่างเช่น ไวน์แดงจาก Pauillac มักใช้ Cabernet Sauvignon เป็นส่วนสำคัญ ขณะที่ Chablis ผลิตจาก Chardonnay แต่ผู้ซื้อควรศึกษากฎของแต่ละพื้นที่ เพราะรายละเอียดไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
5.2 DOC และ DOCG ของอิตาลี
DOC ย่อมาจาก Denominazione di Origine Controllata ส่วน DOCG เพิ่มคำว่า Garantita ซึ่งสื่อถึงระดับที่มีกฎและการตรวจสอบเพิ่มเติมในระบบของอิตาลี
ตัวอย่างชื่อที่พบได้ เช่น Chianti Classico DOCG, Barolo DOCG, Brunello di Montalcino DOCG และ Prosecco DOC แม้ DOCG จะเป็นระดับสูงในโครงสร้างกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าไวน์ DOCG ทุกขวดจะตรงกับรสนิยมของผู้ดื่มมากกว่าไวน์ DOC หรือ IGT การเลือกผู้ผลิตและสไตล์ยังมีความสำคัญมาก
ส่วน GT ย่อมาจาก Indicazione Geografica Tipica เป็นหมวดไวน์อิตาลีที่มีความยืดหยุ่นด้านสายพันธุ์องุ่นและวิธีผลิตมากขึ้น ไวน์อิตาลีชื่อดังบางขวดอยู่ในหมวด IGT เพราะผู้ผลิตเลือกใช้องุ่นหรือสัดส่วนการผสมที่ไม่เป็นไปตามกฎของ DOC หรือ DOCG ดังนั้น IGT ไม่ควรถูกมองว่าเป็นไวน์คุณภาพต่ำโดยอัตโนมัติ
5.3 AVA ของสหรัฐอเมริกา
AVA ย่อมาจาก American Viticultural Area เป็นเขตปลูกองุ่นที่ได้รับการกำหนดในสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างเช่น Napa Valley, Sonoma Valley, Russian River Valley และ Willamette Valley
AVA ช่วยบอกต้นกำเนิดทางภูมิศาสตร์ แต่ไม่ได้กำหนดสายพันธุ์องุ่น วิธีผลิต หรือระดับคุณภาพอย่างเข้มงวดเหมือน Appellation บางระบบของยุโรป เมื่อซื้อไวน์จากสหรัฐฯ มือใหม่จึงควรดูทั้งชื่อ AVA สายพันธุ์องุ่น ผู้ผลิต และวินเทจร่วมกัน
5.4 Grand Cru และ Premier Cru
Grand Cru และ Premier Cru เป็นคำที่เกี่ยวข้องกับการจัดระดับพื้นที่หรือไร่องุ่นในบางภูมิภาคของฝรั่งเศส แต่ความหมายและลำดับชั้นไม่ได้เหมือนกันทุกพื้นที่ ใน Burgundy คำเหล่านี้เชื่อมโยงกับระดับของไร่องุ่นและ Appellation ขณะที่ใน Bordeaux ระบบจัดอันดับมีหลายรูปแบบ เช่น การจัดอันดับปี 1855 ของ Médoc และ Sauternes หรือระบบของ Saint-Émilion ผู้ซื้อจึงไม่ควรใช้คำว่า Grand Cru เป็นมาตรฐานเดียวกันกับไวน์ฝรั่งเศสทุกขวด ต้องดูว่ามาจากภูมิภาคใดและอยู่ภายใต้ระบบใด
5.5 Cru Classé
Cru Classé หมายถึงไร่หรือ Château ที่ได้รับการจัดอันดับภายใต้ระบบหนึ่งๆ ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือการจัดอันดับ Bordeaux ปี 1855 ซึ่งแบ่งไวน์แดงบางแห่งออกเป็น First Growth ถึง Fifth Growth การจัดอันดับช่วยบอกประวัติและชื่อเสียง แต่ไม่ควรใช้แทนการพิจารณาวินเทจ สภาพขวด และคุณภาพการผลิตในปัจจุบันทั้งหมด
5.6 Organic Wine
Organic Wine คือไวน์ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางเกษตรอินทรีย์และมาตรฐานการรับรองของแต่ละประเทศหรือองค์กร รายละเอียดเรื่องสารที่อนุญาตในไร่และโรงบ่มอาจแตกต่างกัน หากให้ความสำคัญกับ Organic ควรมองหาสัญลักษณ์รับรองบนฉลาก ไม่ควรตัดสินจากการใช้คำว่า Natural, Sustainable หรือ Eco-Friendly เพียงอย่างเดียว เพราะเป็นแนวคิดที่ไม่เหมือนกันทั้งหมด
5.7 Biodynamic Wine
Biodynamic เป็นแนวทางการทำเกษตรที่มองไร่เป็นระบบนิเวศโดยรวม มีการจัดการดิน พืช สัตว์ และวงจรธรรมชาติตามหลักเฉพาะ ไวน์ Biodynamic ไม่ได้มีรสชาติแบบเดียวกันทั้งหมด การรับรองช่วยบอกแนวทางการทำงานในไร่มากกว่ารับประกันว่าผู้ดื่มทุกคนจะชอบรสชาติ
6. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคำศัพท์ไวน์และการซื้อไวน์

6.1 มือใหม่ควรรู้คำศัพท์ไวน์คำไหนก่อนซื้อไวน์
คำที่ควรรู้เป็นลำดับแรก ได้แก่ Vintage, Dry, Sweet, Acidity, Tannin, Body, Finish, Varietal, Blend, Appellation, Oaked, Decant และ Drinking Window หากเข้าใจคำเหล่านี้ มือใหม่จะสามารถอ่านข้อมูลพื้นฐานของไวน์ อธิบายรสชาติที่ชอบ และเลือกขวดที่เหมาะกับโอกาสได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องจำศัพท์เฉพาะทุกคำในครั้งเดียว
6.2 Dry Wine หมายถึงไวน์ที่ฝาดหรือไม่
ไม่ใช่ Dry หมายถึงไวน์ที่ไม่หวานหรือมีน้ำตาลคงเหลือต่ำ ส่วนความฝาดส่วนใหญ่มาจาก Tannin หากต้องการไวน์ไม่หวานและไม่ฝาด ควรบอกพนักงานว่าต้องการไวน์ Dry ที่มี Low Tannin หรือ Soft Tannin ไม่ควรใช้คำว่า “ไม่เอาไวน์แห้ง” หากสิ่งที่ไม่ชอบจริงๆ คือความฝาด
6.3 ไวน์ที่มีกลิ่นผลไม้หมายถึงไวน์หวานหรือไม่
ไม่เสมอไป กลิ่นผลไม้กับระดับน้ำตาลเป็นคนละองค์ประกอบ ไวน์ Dry สามารถมีกลิ่นเชอร์รี พลัม พีช หรือผลไม้เมืองร้อนได้อย่างชัดเจนโดยไม่ให้รสหวาน เมื่อต้องการไวน์ไม่หวานแต่ผลไม้เด่น สามารถใช้คำว่า Dry and Fruit-Forward ได้
6.4 Full-Bodied หมายถึงแอลกอฮอล์สูงหรือไม่
ไวน์ Full-Bodied มักมีความเข้มข้นและอาจมีแอลกอฮอล์สูง แต่ Body ไม่ได้ขึ้นกับแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว น้ำตาล แทนนิน ความเข้มของรสชาติ และระดับความเป็นกรดล้วนมีผลต่อความรู้สึกหนักเบาในปาก จึงควรตรวจสอบตัวเลข ABV บนฉลากโดยตรง หากต้องการควบคุมระดับแอลกอฮอล์
6.5 ไวน์แพงต้องเป็นไวน์ที่ดีกว่าเสมอหรือไม่
ไม่เสมอไป ราคาได้รับอิทธิพลจากชื่อเสียงผู้ผลิต พื้นที่ วินเทจ ปริมาณการผลิต อายุ การจัดเก็บ ภาษี และความต้องการในตลาด ไวน์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ซื้อคือไวน์ที่เหมาะกับรสนิยม อาหาร โอกาส และงบประมาณ ไม่ใช่ขวดที่มีราคาสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว
6.6 Vintage เก่ายิ่งดีหรือไม่
ไม่เสมอไป ไวน์ทุกขวดไม่ได้ออกแบบมาให้เก็บเป็นเวลานาน ไวน์บางชนิดเหมาะกับการดื่มขณะยังสดและมีผลไม้ชัดเจน ขณะที่ไวน์บางประเภทมีโครงสร้างเพียงพอสำหรับการเก็บหลายปี นอกจากนี้ คุณภาพของไวน์เก่ายังขึ้นอยู่กับสภาพการเก็บ หากเก็บในอุณหภูมิสูงหรือมีความผันผวน ไวน์อาจเสื่อมสภาพแม้จะเป็นวินเทจที่มีชื่อเสียง
6.7 Reserva หรือ Reserve หมายถึงไวน์คุณภาพสูงกว่าเสมอหรือไม่
ไม่เสมอไป ความหมายของ Reserve แตกต่างกันตามประเทศและผู้ผลิต บางพื้นที่มีกฎเกี่ยวกับระยะเวลาบ่มหรือการผลิต ขณะที่บางตลาดอาจใช้เป็นชื่อรุ่นทางการค้า ก่อนซื้อควรตรวจสอบรายละเอียดของประเทศ แหล่งผลิต และผู้ผลิต ไม่ควรเปรียบเทียบคำว่า Reserve จากคนละประเทศโดยถือว่ามีมาตรฐานเดียวกัน
6.8 ฝาเกลียวแปลว่าไวน์ราคาถูกหรือไม่
ไม่ใช่ ฝาเกลียวเป็นระบบปิดขวดที่ผู้ผลิตหลายรายเลือกใช้เพราะเปิดง่าย รักษาความสด และลดความเสี่ยงจาก Cork Taint คุณภาพของไวน์ควรพิจารณาจากผู้ผลิต องุ่น แหล่งผลิต และกระบวนการทำไวน์ ไม่ควรใช้ประเภทจุกเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว
6.9 ไวน์ทุกขวดต้อง Decant หรือไม่
ไม่จำเป็น ไวน์แดงอายุน้อยและมีโครงสร้างแน่นอาจได้ประโยชน์จากการ Decant ส่วนไวน์เก่าอาจ Decant เพื่อแยกตะกอน แต่ต้องระวังไม่ให้สัมผัสอากาศนานเกินไป ไวน์ขาวและสปาร์กลิงไวน์บางชนิดไม่จำเป็นต้อง Decant หากไม่แน่ใจควรสอบถามคำแนะนำตามรุ่นและวินเทจของไวน์นั้น
6.10 จะเลือกซื้อไวน์สำหรับมือใหม่อย่างไร
เริ่มจากกำหนดประเภทไวน์ ระดับความหวาน งบประมาณ และอาหารที่จะรับประทาน จากนั้นเลือกสไตล์ที่มีผลไม้ชัด แทนนินไม่สูง และ Body ระดับ Light ถึง Medium ตัวอย่างคำสั่งซื้อที่ชัดเจนคือ “ต้องการไวน์แดง Dry, Medium-Bodied, Fruit-Forward, Soft Tannin สำหรับดื่มกับพาสตา” วิธีนี้ช่วยให้ร้านแนะนำสินค้าได้แม่นยำกว่าการบอกเพียงว่าอยากได้ไวน์แดงอร่อยๆ
6.11 จะซื้อไวน์เป็นของขวัญควรบอกข้อมูลอะไรกับร้าน
ควรแจ้งงบประมาณ ความสัมพันธ์กับผู้รับ โอกาสที่มอบ รสนิยมของผู้รับ และต้องการเปิดดื่มเร็วหรือเก็บสะสม หากไม่ทราบรสนิยมของผู้รับ อาจเลือกแบรนด์หรือแหล่งผลิตที่ได้รับการยอมรับ พร้อมบรรจุภัณฑ์สุภาพ และขอคำแนะนำจากร้านเกี่ยวกับไวน์ที่เข้าถึงง่าย
6.12 ซื้อไวน์ออนไลน์ควรตรวจสอบอะไรบ้าง
ควรตรวจสอบชื่อสินค้า วินเทจ ปริมาตร ระดับแอลกอฮอล์ แหล่งผลิต ราคา ค่าจัดส่ง นโยบายกรณีสินค้าเสียหาย และข้อมูลของผู้จำหน่าย ไวน์ที่มีราคาสูงหรือวินเทจเก่าควรสอบถามภาพขวดจริง ระดับน้ำ สภาพฉลาก และประวัติการจัดเก็บเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงจากสินค้าที่เสื่อมสภาพ
7. คำศัพท์ไวน์ช่วยเลือกอาหารได้อย่างไร

คำอย่าง Acidity, Tannin, Body และ Sweetness ช่วยประเมินว่าไวน์จะเข้ากับอาหารแบบใด
-
ไวน์กรดสูงเข้ากับอาหารมันและอาหารทะเล
-
ไวน์แทนนินสูงเข้ากับเนื้อแดง
-
ไวน์หวานเล็กน้อยเข้ากับอาหารรสเผ็ด
-
ไวน์ Light-Bodied เข้ากับอาหารรสเบา
-
ไวน์ Full-Bodied เหมาะกับอาหารที่มีรสชาติเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ความชอบส่วนบุคคลยังสำคัญที่สุด ผู้ดื่มสามารถทดลองและจดบันทึกคู่ไวน์กับอาหารที่ตนเองชอบไว้เป็นแนวทางในการซื้อครั้งต่อไป
คำศัพท์ไวน์ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเรียนเพื่อพูดให้ดูเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่เป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อไวน์ได้ตรงความต้องการมากขึ้น เมื่อเข้าใจคำว่า Dry, Tannin, Acidity, Body, Vintage, Blend, Oaked และ Drinking Window แล้ว การอ่านฉลากและรายละเอียดสินค้าจะง่ายขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับมือใหม่ วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือเริ่มจากคำศัพท์พื้นฐาน ทดลองไวน์ทีละสไตล์ และจดบันทึกว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร เช่น ชอบไวน์ผลไม้เด่น ไม่ชอบแทนนินสูง หรือชอบไวน์ขาวที่มีความ Crisp ข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นภาษาส่วนตัวที่ช่วยให้ซื้อไวน์ครั้งต่อไปได้แม่นยำกว่าการเลือกจากราคาและฉลากเพียงอย่างเดียว
ช่องทางติดต่อ Wine Cellar BKK
Wine Cellar BKK เป็นร้านจำหน่ายไวน์จากแบรนด์และแหล่งผลิตต่างๆ โดยคัดสรรสินค้าสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อดื่มเอง เลือกไวน์สำหรับมื้ออาหาร หรือมอบเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษ
สนใจซื้อไวน์หรือสอบถามคำแนะนำเกี่ยวกับสายพันธุ์องุ่น รสชาติ วินเทจ ราคา และสินค้าที่พร้อมจำหน่าย สามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้
ทีมงานพร้อมช่วยแนะนำไวน์ให้เหมาะกับรสนิยม งบประมาณ อาหาร และโอกาสที่ต้องการใช้งาน โดยสามารถแจ้งรายละเอียดเบื้องต้น เช่น ต้องการไวน์แดงหรือไวน์ขาว ระดับความหวาน รสชาติที่ชอบ งบประมาณ และวันที่ต้องการรับสินค้า เพื่อให้ทีมงานคัดเลือกตัวเลือกได้ตรงความต้องการมากขึ้น
8. ดูบทความอื่นๆ จาก Wine Cellar BKK คลิก > ที่นี่
